welcome to my blog ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกค้ะ

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กางเกงชั้นในสีแดงช่วยส่งเสริมสุขภาพจริงหรือ?

ผิวหนังของเราถือเป็นดวงตาคู่ที่สอง เพราะ ในผิวหนังมีอวัยวะที่ทำหน้าที่เป็นตา
ในการรับสัมผัสอยู่ โดยอวัยวะนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวเซ็นเซอร์แสง ดังนั้น
แม้ว่าตาจะปิดอยู่ เราก็สามารถรู้สึกถึงสีได้จากความยาวคลื่นของสี

สีที่มีความยาวคลื่นสูงที่สุด คือ สีแดง จึงกล่าวกันว่า สีแดงสามารถกระตุ้น
การทำงานภายในร่ายกาย ทำให้ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ
และอุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น

ในกลุ่มผู้สูงอายุที่ใส่กางเกงชั้นในสีแดงตัวใหญ่ หรือผ้าคาดเอวสีแดงปิดสะดือ
จะช่วยให้มีสุขภาพดี เนื่องจากบริเวณใต้สะดือลงไปประมาณ 5 ซ.ม.
มีจุดที่เรียกว่า Tanden (จุดตันเถียน) ซึ่งทางการแพทย์ตะวันออกถือเป็น
จุดสำคัญที่เป็นจุดกำเนิดของ "จิตวิญญาณ" ซึ่งเป็นพลังแห่งชีวิต

เมื่อกระตุ้นบริเวณดังกล่าว ด้วยการห่มผ้าสีแดง จะทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
ร่างกายอบอุ่น ลดอาการหนาวสั่น ลดอาการปวดหลัง-ปวดไหล่ ช่วยฟื้นฟู
ความเหน็ดเหนื่อย กระฉับกระเฉงขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ คลายเครียด
ช่วยให้อาการประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือปวดประจำเดือนดีขึ้นที่มาภาพ : http://office.microsoft.com
รวมถึงมีพลังเพิ่มขึ้นด้วย

แต่มีข้อควรระวัง คือ เมื่อใส่กางเกงในสีแดงแล้ว บางคน
จะรู้สึกตื่นตัวจนนอนไม่หลับ หรือมีความดันโลหิตเพิ่มขึ้น
ดังนั้น ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจึงควรระมัดระวัง 

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เคล็ดลับเทคนิคแอดมิชชั่น

หลังจากที่ได้เห็นคะแนนโอเนทและเอเนทกันไปแล้ว  ก็มาถึงเวลาสำคัญที่จะต้องมาเลือกอันดับเพื่อที่จะยื่นพิจารณากัน  โดยในปีการศึกษานี้สามารถเลือกแอดมิชชั่นกลางได้ ๔ อันดับ  ไม่ว่าจะโควต้ารับตรงหรือกลางก็ลองมาดูข้อแนะนำนิดๆ หน่อยๆ จากรุ่นพี่กันดีกว่า
       ๑. คะแนนเราเป็นอย่างไรบ้าง  ข้อแรกหลายคนก็ทำหน้าถอดสี  ที่เราต้องดูเพราะน้องๆ หลายคนคงจะเคยได้ยินคนแนะนำให้เลือกอันดับที่ ๑ ตามความฝัน  แต่ก็อยากให้ดูความจริงด้วยอีกนิดนึง  ว่าคะแนนที่เรามีสามารถไล่ตามฝันได้หรือไม่ เช่น ฝันอยากเป็นแพทย์  แต่คะแนนรวมเราไม่ถึงร้อยละ ๕๐  ก็ไปมองหาคณะอื่นเหอะ  แต่ถ้าคะแนนห่างไม่มาก  จะลองดูก็ไม่ว่ากันขอรับ
       ๒. สี่อันดับเรียงตามอะไรดี  ข้อนี้เรียงตามได้หลายวิธี  โดยคนส่วนใหญ่มักจะเรียงตามเปอร์เซ็นต์คะแนนที่ตัวเองเกินมาจากน้อยไปมาก  แต่บางคนก็เรียงตามความฝัน  แต่พี่ๆ หลายคนแนะว่าควรเรียงตามความเป็นไปได้  เพราะนอกจากจะดูจากเรียงตามฝัน  และความต่างของคะแนนที่เกินจากคะแนนขั้นต่ำแล้ว  อยากให้ดูจากอัตรารับและอัตราแข่งขันด้วย  สถิติมีประโยชน์นะขอรับ
       ๓. เปอร์เซ็นต์ติดกันมากก็ยอมทิ้งสักอันเหอะ  ขอยกตัวอย่างเลยละกัน เช่น เลือกอันดับ ๑ คะแนนน้องเกินมา ๑๒%  เลือกอันดับ ๒ คะแนนเกินมา ๑๓.๕%  จะเห็นได้ว่าช่วงห่างขอทั้งสองอันดับต่างกันเพียง ๑.๕ เปอร์เซ็นต์  ในกรณีที่ทั้ง ๒ อันดับที่เลือกเป็นคณะในกลุ่มเดียวกัน ( เช่น นิเทศศาสตร์ กับวารสารศาสตร์ )  ก็แนะนำให้น้องตัดใจเลือกว่าชอบอะไรมากกว่า  แล้วตัดอีกอันทิ้งไปเถอะ  เพราะมันไม่ต่างกับน้องเลือกอันดับไปเพียงแค่อันดับเดียว  ได้มาก็มักจะได้อันบน  แต่ร่วงทีร่วงคู่สองอันดับเลยนะครับ  น่าเสียดายโอกาสไป
       ๔. คุยกับรุ่นพี่ในคณะที่เลือกสักนิด  น้องควรจะรู้รายละเอียดในคณะที่เลือกให้ละเอียด  เพราะเมื่อน้องตัดใจเลือก ๔ อันดับนี้แล้ว  แสดงว่าน้องน่าจะสนใจในคณะที่เลือกพอสมควร  อย่าเลือกไปโดยไม่รู้อะไรในคณะนั้นเลย  เช่นเลือกสหเวชศาสตร์ไปเพราะคะแนนไม่ถึงแพทย์  (คณะนี้มีอะไรให้เรียรู้น่า สนใจกว่าที่น้องคิดนะขอรับ)  เพราะบางคณะก็มีเงื่อนไขหรือรายวิชาที่ไม่เหมือนที่อื่นทั่วไปด้วย  ศึกษาให้ดีนะขอรับ
       ๕. อย่าตามเพื่อนหรือเลือกเพื่อเพียงให้ติด  ถ้าน้องไม่ชอบในคณะที่จะเข้าจริง  เลือกเพราะเพื่อนเลือก ( เช่น ผู้ชายเลือกคณะวิศวกรรมศาสตร์ตามเพื่อน  เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะเข้าอะไรดี  แต่เพื่อนร่วมห้องเลือกเยอะก็เลยเลือกไปตามเค้า )  หรือเลือกเพราะอย่าให้พอมีชื่อว่าติดๆ ไป  สุดท้ายน้องอาจจะเรียนไม่ไหว  โดนรีไทร์หรือซิ่วใหม่ไม่รู้ด้วยนะ  และที่สำคัญมันเป็นการทำลายโอกาสของคนที่เขาอยากเรียนจริงๆ
       ๖. เข้าหาครูแนะแนว  ท่านทำให้รุ่นพี่มีที่เรียนมาแล้วรุ่นต่อรุ่น  แล้วทำไมเราจะติดไม่ได้เชียว  การได้คุยกับครูแนะแนวเพียงเล้กน้อยก่อนตัดสินใจอะไรลงไป  อาจเปลี่ยนและช่วยให้ชีวิตน้องถึงฝั่งฝันได้นะขอรับ
       ๗. ปรึกษาผู้ปกครองสักนิด  ข้อนี้ห้ามลืมโดยเด็ดขาด  เพราะลองคุยกับท่านดูว่าท่านเห็นชอบด้วยไหม  ถ้าไม่เห็นชอบก็ลองคุยกับผู้ปกครองดูสักนิด  ปรับความเข้าใจให้ตรงกัน  เพราะอย่าลืมว่าการตัดสินใจของเราไม่ได้ส่งผลกับเราเพียงคนเดียวนะ  ยังมีคนที่อยู่ข้างหลังน้องๆ รออยู่

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ต้นกำเนิดของยาสีฟัน














 ยา สีฟันถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในสมัยอียิปต์โบราณ โดยยาสีฟันในสมัยทำจากการผสมวัตถุดิบธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งวัตถุดิบที่นำมาใช้เป็นส่วนผสม ได้แก่

    • เกลือป่น
    • พริกไทยป่น
    • ใบมินต์
    • และดอกไม้ต่างๆ

        ในสมัยโรมันมีการคิดค้นสูตรยาสีฟันของตัวเองขึ้นมาใหม่ ซึ่งออกแนวค่อนข้างแปลกประหลาดเพราะใช้ปัสสาวะของมนุษย์เป็นส่วนผสมหลัก โดยชาวโรมันเชื่อว่าแอมโมเนียที่อยู่ในปัสสาวะอาจจะช่วยให้ฟันขาวสะอาดขึ้น

        ต่อมาช่วงราวศตวรรษที่ 18ยาสีฟันตำรับอเมริกันที่ใช้ขนมปังเผาเป็นวัตถุดิบก็ได้ถือกำเนิดขึ้น นอกจากนั้น ในเวลาไล่เลี่ยกันยังมีการคิดค้นสูตรที่เรียกว่า "เลือดมังกร", "ซินนามอน" และ "สารส้มเผา" ขึ้นด้วย

        อย่างไรก็ตาม การใช้ยาสีฟันของผู้คนทั่วไปยังไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนกระทั่งใน ช่วงศตวรรษที่ 19 เดิมทีคนส่วนใหญ่จะแปรงฟันด้วยน้ำเปล่า แต่ต่อมากระแสความนิยมของยาสีฟันประเภทผงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น คนส่วนใหญ่จะใช้ยาสีฟันที่ทำขึ้นเอง ซึ่งโดยมากยาสีฟันในสมัยนั้นจะทำจากผงช็อล์ค ผงอิฐ และเกลือ

        ในปี 1866 สารานุกรมเอนไซโคลพีเดียแนะนำให้ใช้ผงถ่านแทน ต่อมาในปี 1900 ได้เริ่มมีการผลิตยาสีฟันแบบเหลวที่มีส่วนผสมของไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ และเบรกกิงโซดา สำหรับส่วนผสมประเภทฟลูออไรด์ได้รับการเติมลงไปในยาสีฟันครั้งแรกในปี 1914

        ในช่วงศตวรรษที่ 19 ยาสีฟันแบบเหลวยังคงได้รับความนิยมน้อยกว่ายาสีฟันแบบผงจนกะทั่งถึงช่วง สงครามโลกครั้ง 1 ทั้งนี้ บริษัทคอลเกตถือเป็นผู้ผลิตเจ้าแรกที่คิดค้นยาสีฟันแบบหลอดบีบขึ้นมาเมื่อปี 1896 และลักษณะเช่นนี้ก็ยังคงมีใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

มาแว้วววว โควตาศิลปากร 28 จังหวัด

คณะที่เปิดรับ
               - คณะอักษรศาสตร์ 330 คน
               - คณะศึกษาศาสตร์ 105 คน
               - คณะวิทยาศาสตร์ 275 คน
               - คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 115 คน
               - คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร 360 คน
               - คณะวิทยาการจัดการ 190 คน
               - คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 180 คน


คะแนนที่ใช้
               - คะแนน 7 วิชาสามัญ (บางคณะ)
               - คะแนน GAT PAT 1/56 (บางคณะ)
               - ม.ศิลปากรจัดสอบเอง (บางคณะ)



ผู้มีสิทธิ์ที่สมัครได้
              - เรียนอยู่ในโรงเรียนเขตพื้นที่ 28 จังหวัด (ตามที่กำหนดในระเบียบการ)
              - เป็นนักเรียน ม.6 หรือเทียบเท่า


สนใจตามลิ้งค์นี้  >>>

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ทานาบาตะ (たなばた)

ทานาบาตะ (たなばた)

วันทานาบาตะ..คือวันแห่งความรักและความ สุขสมหวังของดวงดาว 2 ดวง


ดวง แรกมีนามว่า "โอริ ฮิเมะ" และดวงที่สองมีนามว่า "ฮิโกโบชิ" ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่นที่ได้เล่ากันต่อ ๆ กันมาว่า ดวงดาวสองดวงนี้ต้องพรัดพรากจากกันโดยมีทางช้างเผือก หรือที่คนญี่ปุ่นสมัยโบราณตั้งชื่อให้ว่า อามาโน่ คาวา

ตาม จินตนาการของคนสมัยโบราณจะมองเห็นทางช้างเผือกที่มีดวงดาวนับร้อยนับพันดวง มารวมกันเป็นทางยาวนั้นเขามอง เห็นเป็นเหมือนแม่น้ำสายใหญ่และตั้งชื่อให้ว่า "อามาโน่ คาวา" ซึ่งแปลตาม ศัพท์ตรง ๆ ว่า "แม่น้ำแห่งสวรรค์" และแม่น้ำสายนี้เป็นแม่น้ำสายที่ขวางกั้น ดวงดาวสองดวงให้ต้องพรัดพรากจากกัน

แต่ในทุก ๆ ปี ของวันที่ 7 เดือน 7 (กรกฏาคม) ซึ่งเป็นวันที่ทางช้างเผือกจะออกมาปรากฏบนท้องฟ้าประเทศญี่ปุ่นให้ได้เห็น กันในทุก ๆ ปีนั้น..จะเป็นวันที่ดวงดาวสองดวงคือ "โอริ ฮิเมะ" กับ "ฮิโกโบชิ" จะได้มีโอกาสได้มาพบกันสมดังใจที่คิดถึงดังใจปรารถนาของทั้งสอง

และในวันนี้ก็เป็นวันที่ให้กำเนิดพิธี "ทานาบาตะ" ขึ้นมาคนญี่ปุ่นจะเชื่อถือและเล่ากันต่อ ๆ มาสู่ลูก ๆ หลาน ๆ ว่า
"ให้ ไปตัดต้นไผ่ นำมาปักไว้ในรั้วบ้านและให้เขียนคำอธิฐานใส่กระดาษ นำไปผูกไว้ที่ต้นไผ่ที่ตัดมา แล้วคำอธิฐานอันนั้นก็จะได้ผลสมดังใจปรารถนาเหมือนกับ "โอริ ฮิเมะ" และ "ฮิโกโบชิ"ที่ได้สมหวังและได้พบกันในวันนั้น.."
ทำไมคนญี่ปุ่นต้องอธิษฐานขอพรในวันนั้นกันหรือ ? แล้วทำไมจะต้องเอากระดาษคำอธิษฐานไปผูกติดไว้ที่ต้นไผ่ด้วยล่ะ ?

เมื่อ สมัยก่อนในวันที่ 7 เดือน 7 (กรกฏาคม) ของทุก ๆ ปีนั้น จะเป็นวันที่คนญี่ปุ่นจะมีพิธีบูชา " พระแม่คงคา " หรือมีชื่อเฉพาะอีกอย่างว่า " ทานาบาตะซึเมะ " ซึ่งในวันนี้พวกผู้หญิงจะทำการทอผ้า และจะนำไปบวงสรวงหรือเซ่นไหว้ ให้กับแม่คงคา เพื่ออธิษฐานขอให้พระแม่คงคาช่วยคุ้มครองอย่าให้เกิดหรือมีทุพภิกขภัยใด ๆ เกิดกับครอบครัวของพวกเธอในภายภาคหน้ากัน...

พิธีการและธรรมเนียม การอธิษฐานขอพรทำนองนี้ ก็เกิดมีที่ประเทศจีนเหมือนกันชื่อ " โฮชิ มาซึรี (เทศกาลขอพรจากดวงดาว) " จะทำขึ้นในวันที่ 7 เดือน 7 (กรกฏาคม)ของทุก ๆ ปีเหมือนกับญี่ปุ่น จุดประสงค์ก็คล้าย ๆ กัน จะมีแตกต่างก็นิด หน่อย คือในวันนี้พวกผู้หญิงที่ประเทศจีนจะทำการอธิษฐานขอพรจากดวงดาวเพื่อขอให้ตน นั้น ทำการทอผ้าและเย็บผ้าร้อยเข็มได้เก่ง ๆ กัน...

เล่ากันต่อ ๆ มาว่าพิธีการและธรรมเนียมการ อธิษฐานขอพร" โฮชิ มาซึรี (เทศการขอพรจากดวงดาว) " ของจีนนี้ ได้ตกทอดมาถึงญี่ปุ่นด้วย และรวมถึงว่าที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นก็ได้พอดีมีพิธีบูชา " พระแม่คงคา(ทานาบาตะซึเมะ) " ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่คล้าย ๆ กันอยู่ ดังนั้นในเวลาต่อมาประมาณในสมัยเอโดะพวกประชาชน พลเมืองทั้งหลาย จึงกำหนดให้มีธรรมเนียมการขอพรจากดวงดาวกันขึ้นมา ด้วยการเขียนคำ อธิษฐานขอพรที่ตัวเองต้องการใส่ลงไปในกระดาษแล้วจะนำไปผูกติดไว้ที่ต้นไผ่ นั้นได้กำเนิด เกิดขึ้นและได้ทำสืบเนื่องต่อ ๆ กันมาจนปัจจุบันนี้นั่นเอง ..

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ประโยชน์ทางยาของ ‘‘เห็ด 8 ชนิด’’

เห็ดที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวันนั้นนอกจากจะอร่อย ไม่อ้วน และมีประโยชน์แล้ว แต่ใครจะรู้ว่าเห็ดแต่ละชนิดนั้นมีประโยชน์ที่ดีแตกต่างกันอย่างไร ไปเริ่มกันที่เห็ดชนิดแรกเลยดีกว่า


เห็ดหอม หรือ เห็ดชิตาเกะ เป็นยาอายุวัฒนะ เพราะช่วยลดไขมันในเส้นเลือด อีกทั้งยังเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสและมะเร็งด้วย และมีกรดอะมิโนถึง 21 ชนิด มีวิตามิน บี 1 บี 2สูงพอๆ กับยีสต์ มีวิตามินดีสูง ช่วยบำรุงกระดูกและมีปริมาณโซเดียมต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคไต นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยบำรุงกำลัง บรรเทาอาการไข้หวัดชาวจีนยกให้เห็ดหอมเป็นอาหารต้นตำรับ “อมตะ” (แต่ระวัง อย่ากินมากเกินไป เพราะอาจเสี่ยงต่อโรคเกาต์และนิ่วในไตได้)

เห็ดหูหนู เป็นกลุ่มของคาร์โบไฮเดรต สามารถเพิ่มความแข็งแรงให้เม็ดเลือดขาวในผู้สูงอายุ ทำให้ภูมิต้านทานร่าง กายดี ขึ้น รว มทั้งช่วยรักษาโรคกระเพาะและริดสีดวง เห็ดหูหนูขาวช่วยบำรุงปอดและไต


f 550524 - 1 - 3เห็ดหลินจือ มีสารสำคัญ เช่น เบต้ากลูแคนซึ่งมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง คนญี่ปุ่นมักใช้ควบคู่กับการรักษาโรคมะเร็งและโรคผู้สูงอายุเช่น โรคหัวใจ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และโรคความดันโลหิตสูง





f 550524 - 1 - 4เห็ดกระดุม หรือ เห็ดแชมปิญองรูปร่างกลมมน คล้ายกระดุมที่มีขนาดใหญ่ ผิวเนื้อนวล มี ให้เลือกทั้งแบบสด หรือบรรจุกระป๋อง มีบทบาทในการรักษาและป้อง กันการเกิดมะเร็งเต้านมมากที่ สุดโดยสารบางอย่างในเห็ด นี้จะไปช่วยยับยั้งเอนไซม์อะโรมาเตส ทำให้เกิดการยับยั้งการเปลี่ยนฮอร์โมนเอนโดรเจนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เมื่อร่างกาย ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลง ก็ลดโอกาสการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมให้น้อยลงตามไปด้วย


เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้าและเห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดสามอย่างนี้อยู่ในตระกูลเดียวกัน เจริญเติบโตเป็นช่อๆ คล้ายพัด เห็ดนางรมมีสีขาวอมเทา เห็ดนางฟ้ามีสีขาวอมน้ำตาล ขณะที่เห็ดเป๋าฮื้อจะมีสีคล้ำ และเนื้อเหนียวหนานุ่ม อร่อยคล้ายเนื้อสัตว์มากกว่า เชื่อว่าสามารถป้องกันโรคหวัดช่วยการไหลเวียนของเลือด และโรคกระเพาะ

เห็ดฟาง เป็นเห็ดยอดนิยมของคนไทย นิยมเพาะกันบนกองฟางข้าว ชื้น ๆ โคน มี สีขาว ส่วนหมวกมีสีน้ำตาลอมเทา หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ให้ วิตามินซีสูง และ มีกรดอะ มิโนสำคัญอยู่หลายชนิดหากรับประทาน เป็นประจำจะช่วยเสริม ภูมิคุ้มกันการ ติดเชื้อต่างๆ อีก ทั้งยังช่วยลดความดันโลหิตและเร่งการสมานแผล

เห็ดเข็มทอง เป็นเห็ดสีขาวหัวเล็ก ๆ ขึ้นติดกัน เป็นแพ รส ชาติเหนียวนุ่ม นำมารับประทานแบบสดๆ ใ ส่ กับสลัด ผักก็ ได้ ถ้าชอบสุกก็ นำ ไปย่าง ผัดหรือลวกแบบ สุกี้ ถ้ากินเป็นประจำ จะช่วยรักษาโรคตับโรคกระเพาะ และลำไส้อักเสบเรื้อรัง

f 550524 - 1 - 8เห็ดโคน ช่วยเจริญอาหาร บำรุงกำลัง แก้บิดแก้คลื่นไส้อาเจียน แก้ไอ ละลายเสมหะ การทดลองทางเภสัชศาสตร์พบว่า น้ำที่สกัดจากเห็ดโคนสามารถยับยั้งเชื้อโรคบางชนิด เช่นเชื้อไทฟอยด์

เห็ดที่นักวิทยาศาสตร์นิยมเอามาวิเคราะห์ว่ามีสรรพคุณทางยานั้นส่วนใหญ่เป็นเห็ด ชนิดที่คนมักนำมาปรุงอาหารและหาได้ง่าย เช่น เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม เห็ดกระดุมหรือเห็ดแชมปิญอง เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้าเห็ดฟาง เห็ดโคน เห็ดหูหนู และ เห็ดหลินจือ อีกทั้งผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่าเห็ดแชมปิญอง มีบทบาทช่วยในการรักษาและป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมมากที่สุด เมื่อเทียบกับเห็ดรับประทานได้ชนิดอื่นๆโดยสารบางอย่างในเห็ดชนิดนี้ไปช่วย ยับยั้งเอ็นไซม์ aromatase ทำให้เกิดการยับยั้งการแปรฮอร์โมนแอนโดรเจนให้กลายเป็นเอสโตรเจนในผู้หญิง วัยหมด ประจำเดือน เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลง ก็ลดโอกาสการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมให้น้อยลงตามไปด้วย และในประเทศญี่ปุ่นได้มีการทดลองนำเห็ดหอมมาสกัด พบว่าในเห็ดหอม ให้น้ำตาลโมเลกุลขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า เบต้ากลูแคน ถึง 2 ชนิดได้แก่ lentinan และ LEM (Lenti nula edodes mycelium) ซึ่งช่วยทำหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับการติดเชื้อ และชะลอการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งในการทดลองให้สาร lentinan กับผู้ป่วยมะเร็งร่วมกับการทำเคมีบำบัดก็พบว่าก้อนมะเร็งมีขนาดลดลง และอาการข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดก็เกิดขึ้นน้อยลงด้วย เห็นความอัศจรรย์ของพืชตระกูลต่ำหรือยังคะ ไม่ได้ด้อยประโยชน์เหมือนทีโดนกล่าวหาเลย แต่ถ้าอยากได้ประโยชน์ที่มากกว่านั้นอีก ก่อนที่จะนำเห็ดไปปรุงอาหาร ลองต้มเห็ด 3 อย่าง (เห็ดอะไรก็ได้) ต้มแล้วใช้เฉพาะน้ำแรกมาดื่มกิน จะช่วยล้างพิษในร่างกายได้ดีเชียว ส่วนเห็ดที่ต้มแล้วแยกออกมาปรุงอาหารตามใจชอบ อร่อย ได้คุณค่าแทนโปรตีนจากเนื้อ แถมยังลดความอ้วนได้ดีทีเดียวค่ะ