welcome to my blog ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกค้ะ

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

"รักไม่ยอมเปลี่ยน แปรง ..."

เด็กดีดอทคอม :: เตือนภัย : รักตัวเอง ต้องยอม "เปลี่ยนแปรง" (สีฟัน) 














ถึงแม้พี่โต้ชีริก พี่ติ๊กชีโร่ จะบอกกับทุกคนว่า "รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ..." ... แต่น้องๆ Dek-D ทราบ รึเปล่าคะว่า ถ้าหากรัก "ไม่ยอมเปลี่ยนแปรง" จนนานเกินไปล่ะก็ "แปรง" อาจจะกลายแหล่งรวมเชื้อโรคร้ายที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของเราก็ได้เลยที เดียว
     ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ เพราะในหนังสือ ‘เหตุใดแปรงสีฟันจึงอาจฆ่าคุณได้?' ของ เจมส์ ซอง นักเคมีจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐฯ เขาได้ระบุว่า แปรงสีฟันที่ใช้งานนานเกินไป ถือเป็นหนึ่งในวัตถุอันตรายในครัวเรือน เพราะแปรงสีฟันที่หมดอายุนั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไขข้อ และการติดเชื้อเรื้อรัง 
  การแพร่กระจายของเชื้อโรคจากแปรงสีฟันเก่าๆ เข้าสู่ร่างกายของเรานั้น ถูกอธิบายตามทฤษฎีของซองว่า เชื้อ แบคทีเรียจำนวนมากนั้นจะซุกซ่อนอยู่ในแปรงสีฟัน และแบคทีเรียเหล่านี้เดินทางเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ใช้โดยตรงผ่านรอยแผล เล็กๆ ที่เหงือก แบคทีเรียเหล่านี้บางส่วนเกี่ยวข้องกับการอุดตันของเส้นเลือด จริงๆ แล้วต้องบอกว่าทฤษฎีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก่อนหน้านี้มีผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ในอังกฤษ พบว่าแปรงสีฟันทั่วๆ ไปเป็นแหล่งอาศัยของเชื้อโรคประมาณ 10 ล้านตัว ซึ่งรวมถึงแบคทีเรียอันตรายอย่าง staphylococci, streptococcus, E. coli และ candida
ส่วน ใครที่สวมบทคุณหญิง - คุณชาย ซกมก ใช้แปรงสีฟันร่วมกับคนอื่น ขอบอกเลยนะคะว่าพฤติกรรมแบบนี้ถือว่าเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ได้รับเชื้อ แบคทีเรียที่ร้ายแรงมากกว่าการใช้แปลงสีฟันเก่าซะอีก!! โดยข้อเท็จจริงดังกล่าวนี่ได้รับการยืนยันจาก สมาคมทันตกรรมแห่งอังกฤษ (บีดีเอ)
     นอกจากนี้ ดร. ทาเร็ก ไอดริส ผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมตกแต่งจากฮาร์เลย์ สตรีท ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีการตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ, บี และซีในแปรงสีฟัน และสปอร์ของไวรัสตับอักเสบบีสามารถอยู่รอดได้นานหลายเดือน  
     นอกจากนั้น แปรงสีฟันเปียกชื้นยังเป็นแหล่งกบดานสมบูรณ์แบบของแบคทีเรียร้ายหลายชนิด ไม่เพียงแค่นั้นการที่เราทิ้งแปรงสีฟันไว้ในแก้วเดียวกับคนอื่น ก็อาจทำให้เชื้อโรคติดต่อถึงกันได้หากแปรงสีฟันสัมผัสกัน
     การสะสมของแบคทีเรียร้ายในระบบเลือด อาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และเขาเชื่อว่า ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า เราอาจต้องฆ่าเชื้อแปรงสีฟันกันเป็นประจำ หรือใช้แปรงสีฟันแบบใช้แล้วทิ้ง
     และ จากข้อมูลดังกล่าวนี้เองเป็นข้อชี้ชัดเลยว่าเราจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปรงสี ฟันอยู่เสมอๆ อย่างน้อยก็ทุกๆ 3 เดือน และไม่ควรใช้แปรงสีฟันร่วมกับผู้อื่น งดใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็ง เนื่องจากจะทำให้เหงือกเป็นแผล และกลายเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด และหาปลอกใส่แปรงสีฟันหากต้องเก็บไว้ในห้องน้ำ เป็นต้น ...
 

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ย้อนหลัง 1 มิ.ย. วันดื่มนมโลก

วันดื่มนมโลก (World Milk Day) 1 มิถุนายน ชวนคนไทยงดเหล้า แล้วหันมาดื่มนมกันเถอะ

องค์การอาหารแห่งสหประชา ชาติ/ FAO (The Food and Agriculture Organization) กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายน ของทุกปี เป็น "วันดื่มนมโลก (World Milk Day)

เพื่อให้ประเทศต่างๆ รวมถึงองค์กรที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนการบริโภคนม ร่วมกันจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อรณรงค์และกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการดื่มนม  ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 35 ประเทศทั่วโลกที่มีการจัดกิจกรรมวันดื่มนมโลก (และรวมถึงประเทศไทยด้วย)  เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย เวียดนาม อังกฤษ ออสเตรเลีย สวีเดน เดนมาร์ก เป็นต้น
 
นมและผลิตภัณฑ์จากนมเป็นอาหารที่มีคุณค่าทาง โภชนาการ  มีส่วนประกอบของแคลเซียมสูง ร่างกายดูดซึมได้ง่าย มีประโยชน์ต่อการเสริมสร้างกระดูกและฟัน แถมยังช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ด้วย สำหรับคนที่อายุ 35 ปีขึ้นไปร่างกายจะเริ่มสูญเสียกระดูก การดื่มนมเป็นประจำก็เป็นวิธีง่ายๆที่จะช่วยป้องกันและรักษาโรคนี้ได้อีก ด้วย
นอกแคลเซียมแล้ว ในนมยังมีสารอาหารอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม แมกนีเซียม โปรตีน วิตามินต่างๆ มีส่วนช่วยควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินปกติ และมีผลโดยตรงต่อสุขภาพฟัน  นมที่พร่องไขมันไม่มีไขมันก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่กลัวดื่มนม แล้วอ้วนอีกด้วย

นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่าประเทศไทยผลิตน้ำนมดิบได้มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  แต่คนไทยมีอัตราการดื่มนมเฉลี่ยเพียง 14 ลิตรต่อคนต่อปี ขณะที่อัตราบริโภคนมโดยเฉลี่ยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่ 60 ลิตรต่อคนต่อปี และอัตราการดื่มนมทั่วโลกอยู่ที่ 103.9 ลิตรต่อคนต่อปี ดังนั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นให้คนไทยหันมาดื่มนมเพื่อสุขภาพมากขึ้นโดยเน้นการให้ ความรู้ และกระตุ้นการสร้างนิสัยรักการดื่มนมในทุกเพศทุกวัย

"นมสดมีคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยพัฒนาการทั้งทางสมองและโครงสร้างร่างกาย ซึ่งภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพที่ดีจากการดื่มนมโคสดแท้ จึงขอเชิญชวนประชาชนคนไทยทุกเพศทุกวัยได้ร่วมกันดื่มนมเป็นประจำและต่อ เนื่อง พร้อมกับเข้าร่วมกิจกรรม "วันดื่มนมโลก" เพื่อคนไทยทุกคนจะได้มีสุขภาพที่ดี"

และเนื่องในวันดื่มนมโลก  ทางกรมปศุสัตว์ ร่วมกับ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) ก็ได้จัดกิจกรรม "วันดื่มนมโลก"เพื่อเชิญชวนให้ทุกคนหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง  
 

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555


François Gérard Georges Nicolas Hollande born 12 August 1954) is the24th President of the French Republicand ex officio Co-Prince of Andorra. He previously served as the First Secretary of the French Socialist Party from 1997 to 2008 and as aDeputy of the National Assembly of France for Corrèze's 1st constituency from 1988 to 1993 and then again from 1997 to 2012. He also served as the Mayor of Tulle from 2001 to 2008 and the President of the General Council of Corrèze from 2008 to 2012.
He was elected President of France on 6 May 2012, defeating the incumbent Nicolas Sarkozy, and was inaugurated on 15 May. He is the second Socialist President of the Fifth French Republic, after François Mitterrand who served from 1981 to 1995.

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

6 เทคนิคการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบให้ได้ผล ใน 1 เดือน

เทคนิค 6 ข้อ ที่ควรทำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบให้ได้ผล ใน 1 เดือน ซึ่งอาจจะมีข้อสำคัญสำหรับน้องๆ คือ การเลิก Chat ไปสักระยะ (แหม ข้อนี้ทำร้ายจิตใจกันจริงๆ นะคะ) แต่ก็นั่นล่ะค่ะ แชทมากไปก็ไม่ดี น้องๆ ก็รู้อยู่ แชทพอให้หายเครียดก็คงเป็นทางสายกลางที่น่าจะทำนะคะ.. เอ๊า มาดูกัน ว่ามีเทคนิคอะไรน่าสนใจบ้าง
1.ต้องเลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกสร้างบรรยากาศที่ไม่ใช่การเตรียมสอบ เลิก chat ตอนดึกๆ เลิกเม้าท์โทรศัพท์นานๆ ตัดทุกอย่างออกไป ปลีกวิเวกได้เลย ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้อย่าคิดเลยว่าจะสอบติด ฝันไปเถอะ
2.ตัดสินใจให้เด็ดขาด ว่าต่อไปนี้จะทำเพื่ออนาคตตัวเอง บอกเพื่อน บอกพ่อแม่ บอกทุกคนว่า อย่ารบกวน ขอเวลาส่วนตัว จะเปลี่ยนชีวิต จะกำหนดชีวิตตัวเอง จะกำหนดอนาคตตัวเอง เพราะเราต้องการมีอนาคตที่กำหนดได้ด้วยตัวเอง ใช่หรือไม่
3.ถ้าทำ 2 ข้อไม่ได้ อย่าทำข้อนี้ เพราะข้อนี้คือ ให้เขียนอนาคตตัวเองไว้เลยว่า จะเรียนต่อคณะอะไร จบแล้วจะเป็นอะไร เช่น จะเรียนพยาบาล ก็เขียนป้ายตัวใหญ่ๆ ติดไว้ข้างห้อง มองเห็นตลอดเลยว่า “เราจะเป็นพยาบาล” จะเรียนแพทย์ก็ต้องเขียนไว้เลยว่า “ปีหน้าจะไปเหยียบแผ่นดินแพทย์ศิริราช-จุฬา” อะไรทำนองนี้ เพื่อสร้างเป้าหมายให้ชัดเจน
4.เตรียมตัว สรรหาหนังสือ หาอาจารย์ติว หาเพื่อนคนเก่งๆ บอกกับเค้าว่าช่วยเป็นกำลังใจให้เราหน่อย ช่วยเหลือเราหน่อย หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ เตรียมห้องอ่านหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ให้พร้อม
5.เริ่มลงมืออ่านหนังสือ เริ่มจากวิชาที่ชอบ เรื่องที่ถนัดก่อน ทำข้อสอบไปด้วย ทำแบบฝึกหัดจากง่ายไปยาก ค่อยๆ ทำ ถ้าท้อก็ให้ลืมตาดูป้าย ดูรูปอนาคตของตัวเอง ต้องลงมืออ่านอย่างจริงจัง อย่างน้อยวันละ 10 ชั่วโมง แล้วจะทำได้ไง วิธีการคือ อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส อ่านทุกครั้งที่มีโอกาส หนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที อย่าปล่อยให้ว่างจนไม่รู้จะทำอะไร ที่สำคัญอ่านแล้วต้องมีโน้ตเสมอ ห้ามนอนอ่าน ห้ามกินขนม ห้ามฟังเพลง ห้ามดูทีวี ห้ามดูละคร ดูหนัง อ่านอย่างเดียว ทำอย่างจริงจัง
6.ข้อนี้สำคัญมาก หากท้อให้มองภาพอนาคตของตัวเองไว้เสมอ ย้ำกับตัวเองว่า “เราต้องกำหนดอนาคตของตัวเอง ไม่มีใคร กำหนดให้เรา เราต้องทำได้ เพราะไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้” ให้กำลังใจกับตัวเองอยู่เสมอ บอกกับตัวเองอย่างนี้ทุกวัน หากท้อ ขอให้นึกว่า อย่างน้อยก็มีผู้เขียนบทความนี้เป็นกำลังใจให้น้องๆ เสมอ นึกถึงภาพวันที่เรารับปริญญา วันที่เราและครอบครัวจะมีความสุข วันที่คุณพ่อคุณแม่จะดีใจที่สุดในชีวิต ต่อไปนี้ต้องทำเพื่อท่านบ้าง อย่าเห็นแก่ตัว อย่าขี้เกียจ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เลิกนิสัยเดิมๆ เสียที

เทคนิค การอ่านหนังสือยังงัยน่ะให้จำง่ายๆ

ข้อที่ 1. น้องๆต้องใส่ใจเรื่องรายละเอียดเล็กๆน้อยๆก่อนเลยล่ะ ดูซิ!!!ว่าวิชาไหนน่ะที่เราต้องสอบเป็นอันดับแรกๆ หยิบวิชานั้นขึ้นมาก่อนเลย เตรียมไว้นะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับวิชาที่จะสอบ ชีท เอกสารต่างๆ หรือแนวข้อสอบ(อันนี้สำคัญนะค่ะ หาให้เจอล่ะ) ค้นเลยๆ ทุกวิชานะค่ะ
ข้อที่ 2.แยกหมวดหมู่แต่ละวิชา ก่อน-หลัง แล้วหาที่วางไว้อย่างเป็นระเบียบด้วยล่ะ
1ข้อที่ 3.เตรียม ดินสอ/ปากกา สมุด และปากกาเน้นข้อความไว้ด้วยนะ
ข้อที่ 5.เริ่ม อ่านวิชาที่จะต้องสอบก่อนเป็นวิชาแรกเลยค่ะ ตรงนี้แหละสำคัญมาก น้องๆอย่าอ่านๆๆๆๆๆแล้วก็อ่านเพื่อให้จบ แบบผ่านๆนะค่ะ ต่อให้น้องๆอ่านสัก 10 รอบแล้วบอกคนอื่นๆว่า "ก็เค้าอ่านเป็นสิบๆรอบแล้วอ่ะ แต่ทำไมทำข้อสอบไม่ได้เลยน่ะ?"  อ่ะๆๆๆ!!! อ่านสัก 100 รอบก็ไม่ช่วยอะไรหรอกเจ้าค่ะ อ่านแล้วต้องทำความเข้าใจไปด้วย ตรงไหนที่คิดว่าสำคัญๆ น้องๆก็เน้นตรงจุดนั้นไว้ อาจจะใช้วิธีการจดบันทึกไว้ หรือ เน้นข้อความด้วยปากกาสีต่างๆก็ได้ค่ะ เพื่อว่าจะได้กลับมาอ่านอีกครั้ง
1ข้อที่ 6.นั้น งัยๆๆๆพี่บอกไปตะกี้เองนะค่ะว่าอย่าอ่านแบบผ่านๆ ดูสิ!!!น้องๆลองกลับไปอ่านข้อ 3 ใหม่สิค่ะ แล้วดูซิว่าที่ต่อจากข้อ 3 นะเป็นข้อที่เท่าไหร่ ข้อที่ 4หายไปๆๆๆๆ ส่วนน้องๆคนไหนสังเกตเห็นก่อนที่พี่เฉลย น้องก็ไม่มีปัญหาในเรื่องของการอ่านหนังสือแล้วละค่ะ เก่งมากๆเลย ส่วนน้องๆคนไหนที่ไม่ทันได้สังเกต ก็เอาจุดนี้เนี่ยแหละค่ะไปลองปรับใช้กับการอ่านหนังสือดูตามที่พี่บอกไว้ใน ข้อที่ 5 นะค่ะ
1ข้อที่ 7.อ่ะ ต่อๆๆ การไม่ปล่อยให้ท้องว่างก็เป็นสิ่งสำคัญนะค่ะ ถ้าน้องๆอ่านๆๆๆหนังสืออย่างเดียวจนลืมทานข้าวแล้วละก็ นอกจากน้องๆจะอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องแล้ว อาจจะทำให้ป่วย และทำให้เป็นโรคกระเพาะได้ด้วยนะจ๊ะ สำคัญเลย ต้องหาอะไรทานเมื่อท้องว่างด้วยน้า...อย่าทรมาณตัวเองละ
1ข้อที่ 8.ใน การอ่านหนังสือ น้องๆควรเลือกเวลาที่รู้สึกว่าสมองเราพร้อมจะทำงานด้วยนะจ๊ะ แล้วเมื่อน้องๆรู้สึกว่าเริ่มอ่านไม่ไหวแล้วล่ะ อ่านนานมากไปทำให้ปวดตา ปวดหัว ให้น้องๆพักก่อน อาจจะหาอย่างอื่นทำ เช่นพักสายตาโดยการหาเพลงเพราะๆฟัง(อ่ะๆๆๆเลือเพลงที่ฟังแล้วจรรโลงใจด้วยละ ถ้าฟังเพลงที่หนักไป อาจทำให้ยิ่งปวดหัวมากกว่าเดิม ไม่รู้ด้วยนะเจ้าค่ะ) จะดูทีวี เล่นเกม หรือกิจกรรมอื่นๆที่ทำแล้วผ่อนคลายก็หามาลองทำกันดูนะเจ้าค่ะ แต่ๆๆๆๆแล้วก็แต่...อย่าพักจนเพลินละ เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายผ่อนคลายเพียงพอแล้วก็กลับเข้าสู่โหมดการอ่านหนังสือ ต่อเลยยย (เอาน่าๆทนเอาหน่อยนะเจ้าค่ะ สอบไม่ได้มีมาบ่อยๆ ตั้งใจให้สุดๆไปเลย)
ข้อที่ 9.นั้น แน่ๆ พี่รู้นะว่าน้องๆเริ่มใส่ใจในรายละเอียดในการอ่านกันบ้างแล้ว คงคิดใช่มั้ยละ ว่าพี่จะแกล้งทำให้ข้อไหนหายไปอีกน่ะ!!! ดีแล้วค่ะถ้าน้องๆคิดแบบนี้นะ เป็นการฝึกตัวเองไปด้วย ให้เป็นคนรอบคอบ ดีค่ะๆ อ่ะต่อๆ
1ข้อที่ 10.อ้า....อ่าน ไม่ทันแล้วอ่ะ!!!ทำไงดีๆ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนๆคนอื่นๆเกือบทุกคนละค่ะ ที่สำคัญเลย อย่าตื่นเต้นจนรนล่ะ ตั้งสตินะค่ะตรงนี้สำคัญมากๆเลย ให้น้องๆหยุดอ่านหนังสือต่อสักพักนึง แล้วดูซิว่า...พรุ่งนี้เราสอบวิชาอะไรบ้าง แล้วหยิบวิชาที่สอบเป็นวิชาแรกมาอ่านทบทวนก่อนเลย แล้วก็ทบทวนวิชาอื่นๆต่อไป (ตรงถ้าคิดว่ากลัวอ่านไม่ทันรอบทบทวนให้น้องๆอ่านในส่วนที่เน้น ที่สำคัญๆเอาไว้ก่อนเลย จำได้มั้ยเอ๋ยว่าในการอ่านรอบแรกพี่ให้น้องๆจดบันทึกที่สำคัญๆไว้ที่คิดว่า น่าจะออก หรือส่วนที่มันยาก จำไม่ได้ก็นำมาอ่านก่อนเลย ตรงส่วนไหนที่น้องๆจำได้ หรือเข้าใจก็เปิดผ่านๆเลยค่ะ ตอนนี้เราต้องทำเวลาแหละน่ะ)
1ข้อที่ 11.เอา ละ...อ่านหนังสือสอบก็ต้องฟิสหน่อย น้องๆบางคนอาจจะอ่านหนังสือเร็วและเข้าใจง่ายทำให้การอ่านหนังสือไม่ค่อยมี ปัญหาเลยก็ดีไป ส่วนน้องคนไหนเป็นคนที่อ่านหนังสือช้าก็ต้องขยันกว่าคนอื่นๆหน่อยแล้ว อาจจะทำให้อ่านหนังสือไม่ทัน ทำให้ต้องนอนดึกหน่อย ก็อย่าลืมดูแลตัวเองนะค่ะ หานมอุ่นๆหรือของว่างทานสักนิดนึง ใส่ใจในสุขภาพหน่อยนะค่ะ เพราะเดี๋ยวน้องๆอาจป่วยได้ แล้วเป็นงัยน่ะ ไปสอบไม่ได้ แย่เลยน่ะเจ้าค่ะ สำคัญเลย ถ้าอ่านหนังสือไม่ทันแล้วจริงๆ แต่ร่างกายเราไม่ไหวแล้ว อย่าฝืนนะค่ะ ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น รีบเตรียมตัวเข้านอนกันดีกว่าค่ะ ตื่นเช้ามาจะได้สดชื่น แถมถ้าเราตื่นเร็ว ก็จะมีเวลาอีกนิดในการทบทวนก่อนเข้าห้องสอบนะค่ะน้องๆ


วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

กินครบ 5 รส ได้ประโยชน์ครบถ้วน


คงจำกันได้กับบทเรียนเมื่อสมัยประถมที่คุณครูเคยสอนว่า  ลิ้นของเรามีตุ๋มรับรสอยู่ 5 รส  ด้วยกันคือเปรี้ยว  หวาน  เด็มเผ็ด  ขม  รสทั้ง 5  รสนี้หากผสมรวมกันอย่างพอเหมาะก็จะทำให้เกิดเป็นรสอร่อยขึ้นมาได้  อีกทั้งรสชาติและละรสนี้ก็ยังมีคุณประโยชน์ต่อส่วนต่างๆ  ของร่างกายต่างกันออกไปด้วย
                อาหารรสหวาน  เช่น  ความหวานจากน้ำผึ้งและผลไม้ต่างๆ  นั้นมีประโยชน์ต่อระบบย่อยและการทำงานของม้ามช่วยเสริมการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต  แต่ถ้ากินหวานมากเกินไปก็ทำให้อ้วนและเสี่ยงต่อโรคเบาหมาน  อาหาร รสเค็ม  เช่น  ปลาเค็ม  เนื้อเค็ม  จัช่วยให้ลำใส้ดูดซึมดี  แต่ถ้ากินเค็มมากไปก็จะทำให้เสี่ยงต่อโรคไตได้
                อาหารรสเปรี้ยวจากผลไม้ต่างๆ  มีประโยชน์ต่อตับและถุงน้ำดี  ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น  แต่กินเปรี้ยวมากไปกระเพราะอาหารอาจระคายเคืองได้  อาหารรสขมจากพืชผักต่างๆ  มีประโยชน์ต่อหัวใจ  ช่วยในการทำงานของระบบย่อยและดูดซึมสารอาหาร  รวมไปถึงระบบขับถ่ายของเสีย  ส่วนอาหารรสเผ็ดอย่างพริก ขิง  กระเทียม  ก็จะช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร  ช่วยขับสารพอษ  และช่วยให้ระบบไหลเวียนคล่องตัวขึ้น  แต่กินมากไประวังเป็นกระเพราะอาหารได้

ฮาจิบัง

- ที่ชื่อ ฮาจิบัง เพราะ ดั้งเดิมตั้งอยู่บนถนนหลัก 8
- เลข 8 หากมองเป็นสัญลักษณ์ จะคล้ายตุ๊กตาล้มลุก ก็เหมือนเป็นความมั่นคง
- เลข 8 หากเป็นแนวนอนก็คือเครื่องหมายอินฟินิตี้ นั่นคือคงเส้นคงวาไม่มีสิ้นสุด
- มีสาขาอยู่ที่ญี่ปุ่นทั้งหมด 200 สาขา
- เข้ามาเปิดสาขาในเมืองไทยครั้งแรกเมื่อปี 2535 ปี 2555 นี้ ครบ 20 ปีพอดี