คนส่วนมากมักเข้าใจว่า กะทิ และถั่ว มีคอเลสเตอรอลสูง แต่ความจริงแล้ว อาหารจากพืชนั้นไม่มีคอเลสเตอรอล คอเลสเตอรอลมากับอาหารที่มาจากสัตว์เท่านั้นฉลากอาหารข้างบรรจุภัณฑ์ เช่น ข้างขวดน้ำมันพืชยี่ห้อต่างๆ หรืออาหารแปรรูปที่มาจากพืช มักเขียนว่า "ไม่มีคอเลสเตอรอล" นั่นไม่ใช่ความผิด ไม่ได้หลอกลวง และไม่ได้โกหก แต่เป็นกลยุทธ์การโฆษณา ที่อาจส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดว่า น้ำมันพืชยี่ห้ออื่นหรืออาหารประเภทเดียวกันแต่คนละยี่ห้อมีคอเลสเตอรอล ดังนั้น เพื่อความแน่นอน หากต้องการทราบว่าอาหารนั้นมีคอเลสเตอรอลหรือไม่ และให้สารอาหารอะไรบ้างควรอ่านฉลากโภชนาการที่ติดอยู่ข้างบรรจุภัณฑ์ จะได้ไม่ถูกหลอกด้วยกลยุทธ์ในการโฆษณาวันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554
ความเข้าใจผิดเรื่องคอเรสเตอรอลกับกะทิ ถั่ว และไขมันจากพืช
คนส่วนมากมักเข้าใจว่า กะทิ และถั่ว มีคอเลสเตอรอลสูง แต่ความจริงแล้ว อาหารจากพืชนั้นไม่มีคอเลสเตอรอล คอเลสเตอรอลมากับอาหารที่มาจากสัตว์เท่านั้นฉลากอาหารข้างบรรจุภัณฑ์ เช่น ข้างขวดน้ำมันพืชยี่ห้อต่างๆ หรืออาหารแปรรูปที่มาจากพืช มักเขียนว่า "ไม่มีคอเลสเตอรอล" นั่นไม่ใช่ความผิด ไม่ได้หลอกลวง และไม่ได้โกหก แต่เป็นกลยุทธ์การโฆษณา ที่อาจส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดว่า น้ำมันพืชยี่ห้ออื่นหรืออาหารประเภทเดียวกันแต่คนละยี่ห้อมีคอเลสเตอรอล ดังนั้น เพื่อความแน่นอน หากต้องการทราบว่าอาหารนั้นมีคอเลสเตอรอลหรือไม่ และให้สารอาหารอะไรบ้างควรอ่านฉลากโภชนาการที่ติดอยู่ข้างบรรจุภัณฑ์ จะได้ไม่ถูกหลอกด้วยกลยุทธ์ในการโฆษณาวันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554
Schengen Visa
The purpose of the visit must be leisure, tourism, or business. Upon the issuance of the visa, the visa holder is allowed to enter all member countries and travel freely throughout the Schengen area. It is strongly recommended to plan your journey within the timeframe of the Schengen Visa as extensions can be very difficult to obtain, thus forcing you to leave to stay in compliance with the Schengen rules and regulations. A Schengen visa allows the holder to travel freely within the Schengen countries for a maximum stay of up to 90 days in a 6 month period. The first step in the application process is to Apply the Schengen Application Guide.
- Austria
- Germany
- Belgium
- Denmark
- Finland
- France
- Greece
- Iceland
- Italy
- Luxemburg
- Norway
- Portugal
- Spain
- Sweden
- The Netherlands
วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554
History of the Telephone
Did you know that the very first phone call was made on March 10, 1876 in the United States? By today’s standards it was a short call over a very short distance. Alexander Graham Bell and his assistant, Thomas A. Watson, were literally just down the hall from each other in a Boston, Massachusetts machine shop. The message was a single sentence, “Watson come here, I want you!”
That was 125 years ago and a very different world than today! The electric light was barely used and cars hadn’t been invented! People wrote letters, or in an emergency sent a telegram. Letters took days or weeks to arrive depending on how far they had to travel. To send a telegram someone would have to go to the telegraph office, sometimes hundreds of miles away, and compose a very short message because they were charged a high price for each word. For the same reasons, news wasn’t immediate like it is now.
By 1880, just four years after the first phone call, there were over 60,000 phones in America. Making a call though, was different than it is today. You would pick up the receiver, speak into the phone and tell the operator the name of the person you wanted to talk to. There was no direct dialing because there were no phone numbers. There were no telephone directories. The operators knew everyone in town who had a phone and how to connect callers. Customers had the best ideas to improve the phone system. When a yellow fever epidemic hit Lowell, Massachusetts, the local doctor became alarmed. What if all four of the town’s operators were sick at once? How could replacement operators memorize the names of the town’s 200 customers and properly route the emergency calls? The doctor came up with a solution. Replace names with numbers. A caller could now request a number rather than a name, allowing the operator to connect without knowing the exact name and matching location of everyone in town.วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554
อาหารนับเป็นสิ่งที่สำคัญของมนุษน แต่คุณรู้ไหมว่าหลังจากที่คุณกินอาหารแต่ละมื้อไปแล้วนั้น มีสิ่งต้องห้ามทำหลังมื้อ จะเป็นอัตรายต่อร่างกาย และที่สำคัญ ข้อห้ามพวกนั้นเรามักจะทำบ่อยด้วยสิ วันนี้ผมเลยมานำมาเสนอข้อห้ามหลังมืออาหารหลัง 1. ห้ามสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่หลังอาหารนับเป็ฯสิ่งที่โปรดปรานของเหล่าสิงอมควัน แต่ผลการทดสอบที่พิสูจน์โดยผู้เชี่ยวชาญพบว่าการสูบบุหรี่หลังรับประทาน อาหารเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ ถึง 10 ม้วนหรือมีโอกาสเป็นมะเร็งสูงกว่า 10 เท่าเลยทีเดียว)
2. ห้ามทานผลไม้ทันที หลังอาหารทุกมื้อห้ามทานผลไม้ทันทีหลัง เพราะจะทำให้เกิดลมในกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นควรทานผลไม้หลังทานอาหารไปแล้ว 1-2 ชั่วโมงหรือก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง
3. ห้ามดื่มชา เพราะสาระเคมีในน้ำชาจะทำปฏิกิริยาให้การย่อยสารโปรตีนในอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้นเป็นไปยากขึ้น
4. ห้ามคลายเข็มขัด เพราะการคลายเข็มขัดหลังมื้ออาหารจะทำให้ลำไส้บิดตัวและอุดตันได้
5. ห้ามอาบน้ำ การอาบน้ำจะเพิ่มแรงดันเลือดไปสู่ มือแขนขาและทั่วตัว ดังนั้นจำนวนเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงกระเพาะอาหารจึงลดลงซึ่งส่งผลให้ระบบการ ย่อยอาหารของกระเพาะเราแย่ลง
6. ห้ามเดินไปมา ผู้คนมักบอกเสมอว่าการเดิน 100 ก้าวหลังรับประทานอาหารจะทำให้อายุยืนถึง 99 ปี ตามข้อเท็จจริงแล้วไม่ใช่เลย การเดินจะส่งผลให้ระบบย่อยของเราไม่สามารถดูดซึมสารอาหารที่เราทานเข้าสู่ ร่างกายได้
7. ห้ามหลับทันที เพราะอาหารที่เราทานเข้าไปจะไม่สามารถย่อยได้เลย ดังนั้นจะทำให้เกิดเชื้อโรคหรือเกิดลมในกระเพาะและลำไส้ของเราได้
วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554
Cantaloupe
The cantaloupe originated in India and Africa.
Cantaloupes were originally cultivated by the Egyptians and later the Greeks and Romans.
Cantaloupes were first introduced to North America by Christopher Columbus on his second voyage to the New World in 1494. The W. Atlee Burpee Company developed and introduced the "Netted Gem" in 1881 from varieties then growing in North America.
Cantaloupes are a source of polyphenol antioxidants, chemicals which were thought to provide certain health benefits to the cardiovascular system and immune system by regulating the formation of nitric oxide, a key chemical in promoting health of the endothelium and prevention ofheart attacks. However recent research has indicated that they may overcompensate, as the body already has mechanisms to deal with oxidation.
Cantaloupes also are an excellent source of vitamin C.
วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
เรื่องน่ารู้ของครีมกันแดด

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับครีมกันแดด
อากาศร้อน และแดดแรง อย่างประเทศไทย ครีมกันแดดจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพผิว เมื่อต้องเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับตัวเองมองดูฉลากข้างกล่องแล้วก็มีศัพท์ที่น่าสนใจ ให้เราต้องเลือกดังนี้
1. "SPF" ย่อมาจาก Sun Protection Factor เป็นค่าในการชี้วัดว่าเราสามารถอยู่กลางแสงแดดได้นานแค่ไหน โดยที่ไม่รู้สึกร้อนหรือแสบบริเวณผิว เช่นถ้าเรามีผิวที่แพ้แสงแดดและแสบร้อนง่ายในเวลา 20 นาที ครีมกันแดดที่มี SPF 15จะช่วยปกป้องเราจากแสงแดดได้นาน 15 เท่า และเมื่ออยู่กลางแดดมากๆ ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงขึ้น
2. "Waterproof" แม้จะเขียนว่า Waterproof (กันน้ำ) แต่ก็ไม่สามารถกันน้ำได้ 100% ดังนั้น เพื่อให้ได้ผลต้องทาครีมกันแดดอย่างต่อเนื่อง โดยทาซ้ำทุกครั้งที่เหงื่อออก หรือทุกครั้งในช่วงพักว่ายน้ำ
3. "UVA และ UVB" ถ้าเขียนไว้ว่า.. มี UVA หมายถึง ครีมกันแดดนั้น มีคุณสมบัติ ป้องกันกระ ฝ้า และป้องกันริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย แต่ถ้าเขียนไว้ว่า.. มี UVB หมายถึง ครีมกันแดดนั้นมีคุณสมบัติ ป้องกันอาการแพ้ แดง แสบและไหม้ของผิวหนัง หวังว่า..จะเลือกครีมกันแดดที่เหมาะกับตัวเองได้ดีขึ้นส่วนเทคนิคในการใช้งานครีมกันแดดที่ต้องจำไว้ให้แม่นๆก็คือ ครีมกันแดด ไม่สามารถป้องกันแสงแดดได้ 100%ดังนั้น เมื่อต้องออกแดด เช่น เล่นกีฬากลางแจ้งควรสวมแว่นกันแดด หรือหมวกกันแดดจะป้องกันได้มากขึ้น ส่วนการทาผิวควรเกลี่ยครีมให้เรียบเสมอ และทาให้ทั่วบริเวณที่ต้องการปกป้องจากแดด เพื่อป้องกันผิวด่างดำเฉพาะที่ และเลิกใช้ทันทีถ้ามีอาการแพ้ มีผื่นแดง และคัน
เริ่มแรกมีรถเมล์ในประเทศไทย

เริ่มแรกมีรถเมล์ในประเทศไทย
ปี พ.ศ. 2428 ประเทศไทยมีรถเทียมม้า ซึ่งเรียกกันว่า "รถเมล์" และวิ่งตามเส้นทางเรือเมล์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว แต่ให้บริการอยู่ประมาณ 2 ปี จึงเลิกกิจการเนื่องจากมีการนำรถรางเข้ามาใช้แล้ว ปี พ.ศ. 2450 พระยาภักดีนรเศรษฐ หรือ นายเลิศ เศรษญบุตร เริ่มกิจการรถเมล์ขึ้นอีกครั้ง ให้บริการระหว่าง สะพานยศเส (สะพานกษัตริย์ศึก) กับตลาดประตูน้ำ ซึ่งเป็นต้นทางเรือเมล์ของนายเลิศในคลองแสนแสบด้วย เส้นทางนี้ยังไม่มีรถราง กิจการรถเมล์จึงไปได้ดี ปี พ.ศ. 2456 นายเลิศนำรถยี่ห้อฟอร์ดเข้ามาให้บริการ และขยายเส้นทางไปถึงบางลำพู ย่านการค้าที่สำคัญของยุคนั้น ขนาดของรถใกล้เคียงกับรถม้า มี 3 ล้อ มีที่นั่งเป็นม้ายาว 2 แถว และนั่งได้ประมาณ 10 คน ขณะวิ่งจะมีเสียงโกร่งกร่าง ผู้คนจึงเรียกกันว่า "อ้ายโกร่ง" แต่บางคนเรียกว่า "รถเมล์ขาวนายเลิศ" เนื่องจากตัวรถมีสีขาว และมีเครื่องหมายกากบาทสีแดงในวงกลม ด้วยนโยบาย "สุภาพ ซื่อสัตย์ ประหยัด ทันใจ เอากำไรน้อย บริการผู้มีรายได้น้อย" ทำให้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น กิจการก็เติบโตขึ้นด้วย จึงมีการพัฒนาเป็นรถ 4 ล้อ ที่ออกแบบขึ้นเอง มีที่นั่ง 2 แถวด้านข้าง ขยายเส้นทางออกไปอีกหลายสาย และมีผู้ประกอบการรายอื่นเพิ่มขึ้นมา รวมแล้วประมาณ 30 ราย ให้บริการไปทั่วกรุงเทพฯ ตัวรถเมล์มีทั้งสีแดง เหลือง และเขียว ปี พ.ศ. 2497 เริ่มมีการจัดระเบียบรถเมล์ โดยรัฐบาลออก พ.ร.บ. ขนส่ง ควบคุมให้ผู้ประกอบการต้องขอใบอนุญาตก่อนทำกิจการรถเมล์ปี พ.ศ. 2518 รัฐบาลสมัยของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช (หม่อมน้อง) ให้รวมกิจการรถเมล์ในกรุงเทพฯ เป็นบริษัทเดียวกัน คือ บริษัทมหานครขนส่ง จำกัด ซึ่งอยู่รูปแบบของรัฐวิสาหกิจ โดยรัฐและเอกชนถือหุ้นพอๆ กัน ต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2519 รัฐบาลสมัยของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช (หม่อมพี่) ได้ออกพระราชกฤษฎีการวมกิจการของ บริษัทมหานครขนส่ง จำกัด เข้ากับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม กิจการรถเมล์ขาวนายเลิศ ที่ดำเนินการมาเป็นเวลา 70 ปี ในขณะนั้นได้รับสัมปทานเดินรถ 36 สาย มีจำนวนรถ 700 คัน และมีพนักงานถึง 3,500 คน จึงเลิกกิจการไปในปี พ.ศ. 2520 โดยอู่รถเมล์ขาวนายเลิศเดิม ได้กลายเป็นสถานที่ตั้งของโรงแรมปาร์คนายเลิศ ณ ถนนวิทยุ ในปัจจุบันนั่นเอง