welcome to my blog ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกค้ะ

วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

มาดู... “คอมพิวเตอร์“ เครื่องแรกของไทยกัน


เชื่อไหมว่า...นี่คือ "คอมพิวเตอร์" เพื่อนๆ หลายคนคงไม่เชื่อสายตาสินะว่าเจ้าเครื่องหน้าตาประหลาด มีปุ่มเยอะแยะนี้ จะเป็นคอมพิวเตอร์ไปได้ซึ่งมันมีหน้าตาที่ต่างจากคอมพิวเตอร์ในสมัยนี้อย่าง มากเลยเชียวแต่เชื่อเถอะค่ะ... เพราะมันคือ คอมพิวเตอร์ จริงๆ

แถมยังเป็นคอมพิวเตอร์รุ่นแรกที่ประเทศไทยเราได้เริ่มใช้อีกด้วย!

สำหรับหน้าตาแปลกๆ ที่ไม่คุ้นเคยของคอมพิวเตอร์ที่เห็นอยู่นี้คือ IBM 1620แถยยังเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของประเทศไทยเรา ถูกติดตั้งที่ภาควิชาสถิติคณะพานิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2506

ซึ่งได้รับมอบจากมูลนิธิเอไอดี และบริษัทไอบีเอ็ม แห่ง ประเทศไทยจำกัดมูลค่าของคอมพิวเตอร์ IBM 1620 ในขณะนั้นประมาณ สองล้านบาทเศเพื่อใช้ในงานการสอนและ บริการวิชาครู

ปัจจุบันหมดอายุใช้งานไปแล้วจึงได้มอบให้แก่ศูนย์บริภัณฑ์เพื่อการศึกษาท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพ เพื่อแสดงให้แก่ผู้สนใจทั่วไป

ส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่สองคือ IBM 1401 ถูกติดตั้งที่สำนักงานสถิติแห่งชาติในเดือน มีนาคม พ.ศ. 2507 มูลค่าเครื่องประมาณ แปดล้านบาท

ปล. ภาพประกอบเป็นเพียงรุ่นของคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ที่เรานำมาให้ได้ดูส่วนของจริงหากเพื่อนๆ คนไหนสนใจอยากชม เชิญไปดูได้ที่ศูนย์บริภัณฑ์เพื่อการศึกษาท้องฟ้าจำลองนะค่ะ กับคอมพิวเตอร์บรรพบุรุษเครื่องแรกของไทยเรา

ออกกำลังกาย ช่วยเพิ่มพื้นที่ในการจดจำ


การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 1 ปี สามารถเพิ่มพื้นที่ส่วนความจำในสมองได้

คนที่อายุประมาณ 55 ปีขึ้นไปนั้น มักจำเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บก็จะแวะเวียนเข้ามาถามหาอย่างไม่ขาดสาย รวมไปถึงอาการหลงลืมบ้างซึ่งเป็นไปตามวัยของผู้สูงอายุ ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยค้นพบว่า การออกกำลังกายจะทำให้ความสามารถในการจดจำดีขึ้น

การศึกษาในครั้งนี้ เกิดขึ้นโดยนักวิจัยจาก University of Pittsburgh, University of Illinois, Rice University, และ Ohio State University ซึ่งผลที่ได้จากการศึกษานับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง มันแสดงให้เห็นว่า ในผู้สูงอายุที่มีการใช้เวลาเพียงเล็กน้อยต่อวันไปกับการออกกำลังกายโดยที่ มีการทำอย่างสม่ำเสมอ สุขภาพและหน่วยความจำของสมองจะดีขึ้น โดยการออกกำลังกายนั้น จะช่วยเพิ่มพื้นที่ในส่วน Hippocampus ของสมอง ซึ่งเป็นส่วนที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความทรงจำระยะยาว

สำหรับการศึกษาทดลอง นักวิจัยได้คัดเลือกผู้สูงอายุมาจำนวน 120 คนที่ไม่ได้เป็นโรคสมองเสื่อมหรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบสมอง ทำการสุ่มแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกให้ออกกำลังกายโดยการเดินหรือแอโรบิกเป็นเวลา 40 นาทีต่อวันอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 3 วัน และอีกกลุ่มนั้นโดนจำกัดให้มีการเคลื่อนไหวบิดตัวแค่ยืดกล้ามเนื้อเล็กๆ น้อยๆและการออกกำลังกายทั่วๆไปเท่านั้น

ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่มีการออกกำลังกายแบบแอโรบิกนั้น แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ส่วน Hippocampus ในสมอง ทั้งข้างซ้ายและข้างขวา ร้อยละ 2.12 และ 1.97 ตามลำดับ ซึ่งในพื้นที่ของสมองส่วนเดียวกันของผู้ที่แค่บิดตัวยืดกล้ามเนื้อ กลับมีการลดลงในปริมาณร้อยละ 1.40 และ 1.43 ตามลำดับ

การเสื่อมลงของพื้นที่ส่วน Hippocampus สมองของคนเรา นับว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงให้เกิดขึ้นไม่ได้ แต่การศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในระดับที่พอดีๆเป็นเวลา 1 ปีนั้น จะสามารถเพิ่มขนาดของพื้นที่ในการสร้างหน่วยความจำนี้ได้อย่างแท้จริง

การออกกำลังกาย นอกจากจะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังจะมีผลทำให้จิตใจแจ่มใส อีกทั้งยังมีผลดีทางอ้อม คือทำให้ผู้สูงอายุมีการทรงตัวที่ดีขึ้น ลดอุบัติการณ์การลื่นล้มซึ่งเป็นสาเหตุของกระดูกหักได้อีกด้วย การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ ควรเป็นการออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ เช่นการวิ่งเหยาะๆ (ในกรณีที่ไม่มีข้อเข่าเสื่อม) การเดิน การเต้นแอโรบิก หรือการรำมวยจีน เป็นต้น

10 วิธีแก้เครียด ของประชาชน


ข่าวคราวสถานการณ์ความไม่สงบของบ้านเมือง ทำเอาประชาชนหลายคนอาจตกอยู่ในเครียด วันนี้เรามี 10วิธีแก้เครียดมาฝาก เริ่มจาก

อันดับ 1 เปลี่ยนช่อง /ปิดทีวีหรือหยุดติดตามข่าวจากสื่อต่างๆสักพัก / หลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องการเมือง 16.82%

อันดับ 2 หาขนมหรือเครื่องดื่มเย็นๆมาทาน /ทำอาหารทานกันเองภายในครอบครัว 14.37%

อันดับ 3 ทำใจให้สบาย ปล่อยวาง อย่าไปเครียดตามข่าว 13.16%

อันดับ 4 หาหนังสือมาอ่านเล่น เช่น นิตยสาร นิยาย เรื่องสั้น ฯลฯ 11.81%

อันดับ 5 ดูหนัง ฟังเพลง 10.29%

อันดับ 6 พึ่งธรรมะ สวดมนต์ ทำบุญ ทำทาน 8.76%

อันดับ 7 ปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ 8.02%

อันดับ 8 เดินห้างสรรพสินค้า ช็อปปิ้ง 7.96%

อันดับ 9 ออกไปเที่ยวต่างจังหวัด 6.54%

อันดับ 10 เล่นกีฬา ออกกำลังกาย 2.27%

แต่ละคนก็มีวิธีแก้เครียดแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นการเลือกที่จะไม่เสพสื่อและข่าวต่างๆ เกี่ยวกับการเมือง และหันไปทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ กับครอบครัวหรือคนรัก ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการใช้ชีวิตและเวลาวันหยุดให้มีคุณค่า...

4 วิธีฟิตสมองในตอนเช้า


1. หลับตาอาบน้ำ เปิดก็อกน้ำ ปรับความแรงหรืออุณหภูมิของน้ำโดยใช้ประสาทสัมผัสและความรู้สึก (อย่าลืมฝึกวิธีปรับอุณหภูมิให้แม่นก่อนลงมือเพื่อป้องกันน้ำร้อนลวกตัว) หลับตาใช้มือสัมผัสหาอุปกรณ์อาบน้ำ จากนั้นจึงล้างหน้า อาบน้ำหรือโกนหนวด

2.เกมสลับมือ ขยับสมอง ฝึกใช้มือข้างที่คุณไม่ถนัด แปรงฟัน หมุนฝาหลอดยาสีฟันและป้ายยาสีฟันบนแปรง อาจใช้วิธีนี้กับกิจกรรมยามเช้าอื่นๆ ...การฝึกลักษณะนี้เป็นการกระตุ้นสมองส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ให้เริ่มสั่งการเพื่อปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ที่สมองซีกนี้ไม่ค่อยมีส่วนร่วม มีการวิจัยพบว่าการฝึกเช่นนี้ส่งผลให้วงจรและเครือข่ายสมองในส่วนเยื่อหุ้ม สมองคอร์แทกซ์ที่ทำหน้าที่ควบคุม และรับส่งคำสั่งจากมือ มีการขยายตัวอย่างมากและในอัตราที่รวดเร็ว หรืออาจลองทำสิ่งต่างๆด้วยมือข้างเดียว ก็ได้

3. อยู่ในโลกไร้เสียง ปิดหูด้วยการใส่หูฟังขณะรับประทานอาหารกับครอบครัวเพื่อสัมผัสโลกเงียบ...คน ใกล้ตัวคงเคยบ่นว่าคุณฟังสิ่งที่เขาพูดเพียงครึ่งเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่มักเกิดขึ้นตอนยุ่งอยู่ ลองฝึกตัวเองด้วยวิธีนี้จะทำให้คุณบังคับตัวเองให้ใช้ตัวช่วยอื่นในการทำ กิจกรรม เช่น รู้ว่าขนมปังปิ้งที่อยู่ในเครื่องปิ้งได้ที่แล้วโดยไม่ต้องพึ่งเสียง

4. เช้าวันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ลองเลือกกิจกรรมต่อไปนี้หนึ่งหรือสองข้อ แต่ไม่ควรทำหมดทุกข้อในเช้าวันเดียวกัน

• สลับลำดับกิจวัตรตอนเช้า เช่น ถ้าคุณเคยแต่งตัวก่อนกินข้าว ลองเปลี่ยนมากินข้าวก่อนแต่งตัว

• ถ้าคุณเคยรับประทานกาแฟกับขนมปังทุกเช้า ลองเป็นข้าวโอ๊ตและชาสุขภาพ หรืออาหารอื่นบ้าง

• เปลี่ยนเสียงนาฬิกาปลุก เปลี่ยนรายการวิทยุ หรือทีวีไปเป็นรายการที่คุณไม่เคยฟัง รายการเด็กเป็นตัวอย่างที่ดีในการกระตุ้นสมองให้สนใจในเรื่องที่คุณเคยมอง ข้าม

• เปลี่ยนเส้นทางที่จะเดินทางไปเรียนหรือทำงาน

จากการศึกษาภาพถ่ายของสมอง กิจกรรมใหม่ๆจะกระตุ้นเซลล์ประสาทที่กินพื้นที่สมองชั้นนอกในบริเวณกว้าง วิธีเติมกิจกรรมใหม่นี้จะให้ผลลดลงเมื่อกิจกรรมนั้นกลายเป็นสิ่งที่ทำเป็น กิจวัตรหรือเป็นอัตโนมัติ เนื่องจากสมองต้องใช้พลังในการทำสิ่งใหม่ๆ มากกว่าต่อนทำกิจกรรมที่ทำจนชินแล้ว

เพราะเหตุใดเลือดกำเดาจึงไหล


นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่าร้อยละ ๙๐ ของอาการเลือด กำเดาไหล เรามักจะทราบสาเหตุเป็นต้นว่า อุบัติเหตุต่อจมูก การติดเชื้อที่จมูก จมูก- อักเสบเนื้องอกบริเวณจมูก โรคเลือดออกง่าย โรคของหลอดเลือด เป็นต้นมีเพียง ร้อยละ ๑๐ ที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้

วิธีห้ามเลือดกำเดาวิธีพื้นฐาน คือ บีบจมูกทั้งสองข้างนานประมาณ ๕ - ๑๐ นาที โดยไม่จำเป็นต้องหาน้ำแข็งมาประคบแต่อย่างใด การบีบจมูกจะเป็นการกดเส้นเลือดที่เลือดกำเดาไหลออกมาโดยตรง เนื่องจากร้อยละ ๙๐ เลือดกำเดาไหลจากตำแหน่งส่วนหน้าของผนังกั้นกลางจมูก หากกดเป็นระยะแล้วเลือดยังไม่หยุด ควรไปพบแพทย์

การป้องกันไม่ให้เลือดกำเดาไหลอีก คือการป้องกัน อันตรายต่อจมูก ไม่แคะจมูก รวมทั้งป้องกันการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณจมูก รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ หากเลือดกำเดาไหลจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แพทย์อาจจะรักษาด้วยวิธีทางศัลยกรรม

เคล็ดลับ เรียนยังไงให้ได้เกรดเพิ่ม?


การจะเพิ่มเกรดเฉลี่ยจริงๆแล้วไม่ใช่ เรื่องที่ยากเย็นเกินไปนัก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยซะทีเดียว เพราะน้องๆต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างออกไป ซึ่งพฤติกรรมเหล่านั้นน้องๆหลายคนติดจนเป็นนิสัยไปเสียแล้ว แต่ไม่มีอะไรยากเกินไปแน่นอน ถ้าเราตั้งใจทำจริง เอาหละครับที่นี้เรามาเข้าเรื่องกันเลยกว่า พี่มี 5 ข้อสำหรับน้องที่ต้องพยายามปฎิบัติให้ได้นะครับ ถ้าทำได้ตามนี้ รับรองเกรดพุ่งแน่ๆครับ

1. ข้อนี้ง่ายๆครับไม่ยาก นั้งแถวแรกของห้องเรียน น้องๆ ส่วนใหญ่ 80% ที่เกรดไม่ดีจะนั่งหลังห้อง บางครั้งอาจารย์พูดสอนอะไรอาจจะได้ยินไม่ชัดเจน หรือบางครั้งถ้าเราไม่รู้จักควบคุมตัวเองก็จะไขว่เขวได้ง่าย เพราะฉนั้นมานั้งหน้าห้องซะดีๆ

2. เอาหนังสือมาเรียนด้วยทุกครั้ง (ย้ำว่าต้องเป็นของตัวเองนะครับ) พอเราปรับพื้นที่มานั่งโซนหน้าห้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่นี่ได้ยินได้เห็นสิ่งที่อาจารย์สอนชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว ก็จดสิ่งที่เป็นประโยชน์ลงไปในหนังสือทุกครั้ง จะได้เก็บเอาไปทบทวนที่บ้านได้ด้วย

3. ทำการบ้านเองทุกครั้ง เมื่อมีสมาธิกับการเรียนแล้ว พี่คิดว่าเราคงพอจะทำการบ้านเองได้บ้าง ถ้าวิชาไหนไม่ไหวจริงๆก็ถามเพื่อน คิดว่าน่าจะช่วยให้ผลการเรียนดีขึ้นมาในระดับที่น่าพอใจเลยทีเดียว

4. บททวนบทเรียน เราตั้งใจเรียน ทำการบ้านเอง ทบทวงอีกเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอแล้วครับ

5. เลือกคบเพื่อน เพื่อนที่เราคบอยู่มีส่วนมากๆเลยนะครับที่จะช่วยทำให้ผลการเรียนดีขึ้น (ไม่ได้ให้ไปเลิกคบเพื่อนที่คบอยู่นะครับ) แค่ออกห่างมานิดหน่อยแล้วเปิดใจคบเพื่อนกลุ่มใหม่บ้าง เลือกคบเพื่อนที่ดูแล้วเขาสามารถช่วยเหลือเรื่องการเรียนเราได้บ้าง มีอะไรจะได้ปรึกษาหารือกัน

ถ้าทำทั้ง 5 ข้อนี้ได้รับรองเกรดเพิ่ม แน่ ๆ ทุกข้อที่กล่าวมาไม่ได้อยากเลยนะครับ ตั้งใจ ใส่ความพยายามลงไปสักนิด คิดว่ายังไงก็ต้องสำเร็จครับ สู้ๆๆๆ

ประวัติ โคโลญ น้ำหอมกลิ่นอ่อน


โคโลญ เป็นน้ำหอมกลิ่นอ่อนและมีคุณสมบัติเย็น มักใช้หลังอาบน้ำเสร็จ เพื่อให้ร่างกายหอมสดชื่น ซึ่งโคโลญนี้มาจากชื่อเมืองโคโลญ (Cologne)

โคโลญ เป็นน้ำหอมกลิ่นอ่อน เจือจาง และมีคุณสมบัติเย็น มักใช้หลังอาบน้ำเสร็จ เพื่อให้ร่างกายหอมสดชื่น ซึ่งโคโลญนี้มาจากชื่อเมืองโคโลญ (Cologne) อยู่ในประเทศเยอรมัน

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อช่วงยุคกลางของยุโรป เกิดกาฬโรคระบาดที่เมืองโคโลญประชาชนต่างตื่นตัว กระทำการทุกอย่างเพื่อป้องกันตนเองจากโรคนี้ ปรากฏว่าในกระบวนการรักษาเยียวยาและป้องกันนั้น บรรดายาและผลิตภัณฑ์ทั้งหลายที่ผลิตออกมา มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทั้งสิ้น ซึ่งได้นำมาใช้ทั้งการดื่มและทาเพื่อเป็นการป้องกันโรค

ต่อมาในปี ค.ศ. 1709 ช่างตัดผมชาวอิตาเลียน ชื่อนายฟารินา (Farina) อพยพมาอยู่เมืองโคโลญ เขาสนใจวิธีการรักษากาฬโรคแบบโบราณนี้อย่างยิ่ง และพบว่าผู้คนในเมืองต่างใช้น้ำยาป้องกันกาฬโรคเป็นน้ำหอมราคาถูกโดยใช้หลัง จากโกนหนวด ฟารินาเลิกอาชีพตัดผม หันมาจับอาชีพผลิตน้ำหอมขึ้นมาให้ชื่อว่า "โอ เดอ โคโลญ" (eau de Cologne) ออกจำหน่าย ปรากฏว่าเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาร่ำรวยมหาศาล และเขาใช้ชื่อเมืองเป็นชื่อสินค้าของเขาอย่างถาวร