welcome to my blog ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกค้ะ

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

The History of Saint Valentine's Day

Valentine's Day started in the time of the Roman Empire. In ancient Rome, February 14th was a holiday to honour Juno. Juno was the Queen of the Roman Gods and Goddesses. The Romans also knew her as the Goddess of women and marriage. The following day, February 15th, began the Feast of Lupercalia.


The lives of young boys and girls were strictly separate. However, one of the customs of the young people was name drawing. On the eve of the festival of Lupercalia the names of Roman girls were written on slips of paper and placed into jars. Each young man would draw a girl's name from the jar and would then be partners for the duration of the festival with the girl whom he chose. Sometimes the pairing of the children lasted an entire year, and often, they would fall in love and would later marry.


Under the rule of Emperor Claudius II Rome was involved in many bloody and unpopular campaigns. Claudius the Cruel was having a difficult time getting soldiers to join his military leagues. He believed that the reason was that roman men did not want to leave their loves or families. As a result, Claudius cancelled all marriages and engagements in Rome. The good Saint Valentine was a priest at Rome in the days of Claudius II. He and Saint Marius aided the Christian martyrs and secretly married couples, and for this kind deed Saint Valentine was apprehended and dragged before the Prefect of Rome, who condemned him to be beaten to death with clubs and to have his head cut off. He suffered martyrdom on the 14th day of February, about the year 270. At that time it was the custom in Rome, a very ancient custom, indeed, to celebrate in the month of February the Lupercalia, feasts in honour of a heathen god. On these occasions, amidst a variety of pagan ceremonies, the names of young women were placed in a box, from which they were drawn by the men as chance directed.


The pastors of the early Christian Church in Rome endeavoured to do away with the pagan element in these feasts by substituting the names of saints for those of maidens. And as the Lupercalia began about the middle of February, the pastors appear to have chosen Saint Valentine's Day for the celebration of this new feaSt. So it seems that the custom of young men choosing maidens for valentines, or saints as patrons for the coming year, arose in this way.


วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

History about SeaWorld


Milton C. Shedd, Ken Norris, David Demott, and George Millay brought SeaWorld to life, yet that was not the initial idea. The four graduates of UCLA originally set out to build an underwater restaurant and marine life show.[8] When the underwater restaurant concept was deemed unfeasible, they scrapped those plans and decided to build a park instead, and SeaWorld San Diego was opened on March 21, 1964.[9] With only a few dolphins, sea lions, 6 attractions and 22 acres (89,000 m2), the park proved to be a success and more than 400,000 guests visited there in just the first 12 months.
After considering other locations in the midwest, including the Lake Milton/
Newton Falls area west of Youngstown, Ohio, it was decided that Aurora, Ohio would be the new home of a SeaWorld. The Aurora site was approximately 15 miles (24 km) northwest of the Lake Milton site, and 30 miles (48 km) southeast of Cleveland.[10] By this time the founders of the company had captured a few more species of animals including a killer whale that would call the new facility home. The Ohio site would prove to be difficult to maintain. The harsh winter climate permitted the park to be open only from mid-May until mid-September. However, the vast population of the Midwest and Northeastern states lived within a day's drive of the park, which would eventually add to the success of SeaWorld of Ohio.
The
Walt Disney World Resort in Orlando, Florida opened near the end of the second operating season of SeaWorld of Ohio. The success of Disney in Orlando provided another ideal spot to capitalize on the mass number of tourists that would make their way to central Florida for vacations. Since opening day in 1973, SeaWorld Orlando has thrived in a place known as 'the theme park mecca of the world'.
Harcourt Brace Jovanovich, Inc. (HBJ) purchased the company in 1976 and 12 years later they ventured deep into the heart of Texas. In 1988, SeaWorld San Antonio opened just a few miles outside of San Antonio.[11] Growth has pushed the city outwards, and now SeaWorld San Antonio lies in the Westover Hills community in West San Antonio. The park was open year-round like its sister parks in California and Florida in 1988 and 1989, then went to a seasonal schedule. The stress and financial resources it took to build and maintain a state-of-the-art marine mammal facility in the late '80s eventually took its toll on the company. HBJ, whose primary focus was producing school books, needed to reduce its assets in order to avoid a bankruptcy.
The
Anheuser-Busch Company made an offer to purchase the SeaWorld parks. However, HBJ also owned and operated two other parks, Cypress Gardens and Boardwalk and Baseball, and out of fear of not being able to find a buyer for the two other parks, HBJ refused to sell the parks individually. Despite a long negotiation, Anheuser-Busch bought all six parks in 1989: SeaWorld in San Diego, Aurora, Orlando and San Antonio as well as Cypress Gardens in Winter Haven and Boardwalk and Baseball in Haines City. Soon after the sale was final, Busch sold Cypress Gardens to the park's management and closed Boardwalk and Baseball.[12] Anheuser-Busch put millions of dollars back into the parks to revive and to prolong their longevity.

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

อ่าน-เขียน ก่อนนอนช่วยหลับสบาย


แนะนำสำหรับผู้ที่นอนยาก คิดเล็กคิดน้อยหลังล้มตัวลงนอน ควรหาหนังสือที่ยกระดับทางจิตวิญญาณมาอ่าน เช่น หนังสือเกี่ยวกับปรัชญา หรือศาสนา หนังสือประเภทนี้ช่วยจัดระเบียบความคิด ก่อให้เกิดการผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ต่างจากการอ่านเรื่องราวที่ชวนให้ประสาทตื่นตัว เช่น นวนิยายแนวลึกลับ หรือแนวสืบสวนสอบสวน แต่ถ้าติดหนังสือประเภทดังกล่าวจนต้องอ่านอย่างต่อเนื่อง แนะนำให้เลือกอ่านเวลาอื่นที่ไม่ใช่เวลาก่อนนอน และควรอ่านเพียงนิดหน่อยเท่านั้น

สำหรับใครที่ล้มตัวลงนอนทีไรก็ชอบคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ อาจมีผลให้นอนหลับไม่สนิทได้ การเขียนบันทึกจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้มาก เพราะการเขียนบันทึกเป็นการเรียบเรียงความคิด ความรู้สึก บำบัดอาการฟุ้งซ่าน และเยียวยาความเครียดได้ดี

คนกินหวาน ระวังสมองเฉื่อย ความต้านทานต่ำ


คงเป็นข่าวร้ายพอสมควร สำหรับบรรดา "ชมรมคนรักความหวาน" ที่ชื่นชอบ "น้ำตาล" เป็นชีวิตจิตใจ เพราะผลวิจัยทางการแพทย์สรุปออกมาแล้วว่า มีภัยอันตรายที่แฝงเร้นอยู่ภายใต้ความหวานนั้นมากมายทีเดียว

แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือ เมื่อได้ตรวจสอบข้อมูลไปยังกระทรวงสาธารณสุขที่เฝ้าติดตามสถานการณ์เกี่ยว กับการบริโภคน้ำตาลของคนไทยทำให้พบว่า ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา อัตราการบริโภคน้ำตาลของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มเฉลี่ยจากคนละ 12 กิโลกรัมต่อปีในปี พ.ศ.2526 กลายเป็นคนละ 29 กิโลกรัมต่อปีในปี พ.ศ.2545 เรียกว่า เพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 2 เท่าตัว

ซ้ำร้ายดัชนีที่เกิดขึ้นยังเป็นแนวโน้มเดียวกันกับการบริโภคน้ำตาลในรูป แบบขนม ลูกอมและเครื่องดื่มประเภทต่างๆ ซึ่งปรากฏชัดเจนกับเด็กรุ่นใหม่ที่กระแสบริโภคถูกกระตุ้นโดยการโฆษณา

"จากข้อมูลทางโภชนาการและสุขภาพ เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินควร นอกจากนำมาซึ่งปัญหาโรคอ้วนและโรคฟันผุแล้วการรับประทานน้ำตาลมากๆ มีอันตรายต่อสุขภาพหลายประการโดยน้ำตาลซูโครสหรือฟรุกโตส จะทำให้ระดับไขมัน กลูโคส อินซูลินและกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดและโรคเบาหวาน

"ผู้ที่ชอบกินหวานจัดบ่อยๆ จะทำให้ระบบความสมดุลของแร่ธาตุในร่างกายเสียไป ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันโรคในร่างกายลดต่ำลง ผลที่ตามมาก็คือทำให้ติดเชื้อง่าย นอกจากนี้ การเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายบ่อยๆ ยังเป็นตัวเร่งให้เกิดอนุมูลอิสระ เมื่อบริโภคเป็นเวลานานจะก่อให้ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง อีกทั้งการรับประทานน้ำตาลซูโครสมาก ทำให้กรดอะมิโนที่มีชื่อว่า ทริปโตฟาน ถูกเร่งเข้าสู่สมองมากเกินไป ทำให้เสียสมดุลของฮอร์โมนในสมอง ผลที่ตามมาก็คือทำให้เกิดอาการเซื่องซึม เหนื่อย ไม่กระฉับกระเฉง ซึ่งหากเป็นในเด็กจะทำให้เรียนไม่รู้เรื่องและหากเป็นวัยทำงานก็จะทำงานไม่ มีประสิทธิภาพ" นายแพทย์วัลลภ ไทยเหนือ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขให้ข้อมูลถึงอันตรายจากการบริโภคน้ำตาล เมื่อติดตามพิษร้ายที่เกิดจากความหวานต่อไป ก็ทำให้ได้ข้อมูลอีกด้วยว่า การรับประทานอาหารรสหวานมากไป จะทำให้เด็กอิ่มและตัดโอกาสที่เด็กจะได้รับสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย

ผลการศึกษาในปี พ.ศ.2546 พบว่าเด็กกลุ่มอายุ 6-15 ปี ได้รับอาหารที่ให้พลังงานมากถึง 23 % สูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 10 % กว่าเท่าตัว ตรงนี้บ่งชี้ว่า สถานการณ์การกินหวานในเด็กไทย อยู่ในขั้นที่ควรร่วมกันแก้ไขโดยด่วน

"ในความเป็นจริงนั้น การติดหวานสามารถถูกสร้างขึ้นตั้งแต่วัยเริ่มต้นของชีวิต โดยพ่อแม่และผู้ใหญ่เป็นกลุ่มแรกที่สร้างภาวะให้เด็กติดหวาน เนื่องจากบริโภคนิสัยของเด็กจะถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงขวบปีแรก เริ่มจากนมและอาหารเสริมที่ป้อนให้ เมื่อเด็กโตขึ้นเด็กจะติดอาหารหวานและจะเพิ่มปริมาณความหวานมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากคนที่เคยชินรสหวาน เมื่อได้รสหวานสมองจะหลั่งสารชนิดหนึ่งเรียกว่าโอปิออยด์( Opioid) ออกมาทำให้เกิดความพอใจ และอยากกินหวาน ทำให้อ้วนได้เร็ว

"ดังนั้น นี้ กระทรวงสาธารณสุขจะเร่งรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชนในเรื่องนี้อย่าง จริงจังโดยเริ่มจากส่งเสริมให้เด็กกินนมแม่แทนนมขวด พร้อมทั้งจะมีการประกวดโรงพยาบาลปลอดนมขวดทั่วประเทศ ส่งเสริมให้เด็กกินนมรสจืด แทนนมรสหวานหรือนมปรุงรส ส่งเสริมให้เด็กกินผลไม้ที่รสไม่หวานแทนการกินขนมหวาน และรณรงค์ให้งดการเติมน้ำตาลในก๋วยเตี๋ยว อีกทั้งให้งดการดื่มน้ำอัดลมและอมท๊อฟฟี่ด้วย" ปลัดกระทรวงสาธารณสุขสรุปแผนการรณรงค์เพื่อให้เด็กไทยรอดพ้นจากการบริโภค ความหวานมากเกินไปทิ้งท้าย

แสงสีฟ้า...ช่วยเพิ่มสมาธิ


คุณจะรู้สึกมีความสุขและมีสมาธิขึ้นด้วยแสงสีฟ้า

ปวดศีรษะ ดวงตาเหนื่อยล้า และอารมณ์บูด นี่คือความทรมานในชีวิตการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์และใต้แสงไฟนีออน เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเราขาดแสงสีฟ้านั่นเอง โดยนักวิจัย เดอร์ค แจน ดิจค์ (Derk-Jan Dijk ) จากมหาวิทยาลัย Suffey ในประเทศอังกฤษค้นพบว่า แสงสีฟ้าจะช่วยให้เราตื่นตัว มีสมาธิมากขึ้นในการทำงานและยังช่วยให้สุขภาพดีด้วย เนื่องจากแสงสีฟ้าเป็นแสงที่คล้ายสีของท้องฟ้าตามธรรมชาติโดยเฉพาะในฤดูหนาว ถ้าเราใช้แสงไฟสีฟ้าก็จะช่วยให้เรารู้สึกมีความสุข ทั้งนี้ นักวิชาการได้ทำการทดสอบกับพนักงานในบริษัทจำนวน 100 คน โดยใช้แสงสีฟ้าแทนแสงสีขาวในการทำงาน ผลก็คือพวกเขาไม่ค่อยรู้สึกเพลีย ตอนกลางคืนก็นอนหลับได้ดีกว่า ไม่่ค่อยปวดศีรษะและตา ในขณะที่การทำงานภายใต้แสงไฟสีขาวให้ผลตรงกันข้าม

บัญญัติ 10 ประการของการ ‘ให้‘


ถึงแม้โครงการ 'ทำดีเพื่อพ่อ...ขอให้คนไทยรักกัน' จะผ่านพ้นไปนานแล้วแต่สิ่งดีๆ จากโครงการนี้ก็ยังคงหลงเหลือให้คนไทยอย่างเราได้จดจำและทำต่อไปได้ตลอด [ไม่เว้นวันหยุดราชการ] นั่นก็คือ "การให้" หรือ GIVEที่จะก่อให้เกิดสุข ทั้งผู้ให้ และผู้รับ คือการให้ที่มีคุณค่า

G = Gladly -ให้ด้วยใจยินดี
I = Impartially -ให้อย่างไม่ลำเอียง
V = Voluntarily -ให้ด้วยความสมัครใจ
E = Expecting Nothing Back -ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

ส่วนนิยามของคำว่า "ให้" จากโครงการดังกล่าวที่นี้มีอยู่ 10 ประการคือ
1. ให้อภัย
2.ให้โอกาส
3. ให้รอยยิ้ม
4. ให้เวลา
5. ให้ความรู้สึกที่ดีต่อกัน
6. ให้ความช่วยเหลือ
7. ให้ความใกล้ชิด
8. ให้ความจริงใจ
9. ให้ความซื้อสัตย์
10. ให้ความรัก

หวังว่าเพื่อนๆ คงจะจดจำกันได้ครบนะค่ะ เอาไว้ 'ให้' กันตลอดปีตลอดไปไม่จำกัดเทศกาล เพราะเป็นการให้ที่ไม่ต้องลงแรงอะไร แค่ 'ลงใจ' ล้วนๆ อันจะนำมาซึ่ง 'ความสุข' ได้ไม่ยากเย็น

ว่าด้วยเรื่องที่มาที่ไปของ ส้มตำ


ส้มตำ เป็นอาหารคาวของไทยอย่างหนึ่ง มีต้นกำเนิดไม่แน่ชัดโดยน่าจะมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของไทยและ ประเทศลาว ส่วนมากจะทำโดยนำมะละกอดิบที่ขูดเป็นเส้น มาตำในครกกับ มะเขือเทศลูกเล็ก ถั่วลิสงคั่ว กุ้งแห้ง พริก และกระเทียม ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา ปูดองหรือปลาร้า ให้มีรสเปรี้ยว เผ็ด และออกเค็มเล็กน้อย นิยมกินกับข้าวเหนียวและไก่ย่าง โดยมีผักสด เช่น กะหล่ำปลี หรือถั่วฝักยาว เป็นเครื่องเคียง

ประวัติ
ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่ามีการนำมะละกอ ดิบมาปรุงเป็นส้มตำเป็นครั้ง แรกเมื่อใด อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงที่มาของส่วนประกอบต่างๆ ของส้มตำ อาจได้ข้อมูลเบื้องต้นเพื่อประกอบการสันนิษฐานถึงที่มาของส้มตำได้

มะละกอเป็น พืชที่มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและถูกนำเข้ามาปลูกในเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้โดยชาวสเปนและโปรตุเกส ในยุคต้นของกรุงศรีอยุธยา ในขณะที่พริกอาจถูกนำเข้ามาเผยแพร่โดยชาวฮอลันดาในช่วงเวลาต่อมา

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีทูตชาวฝรั่งเศสผู้มาเยือนกรุงศรีอยุธยา คือ นิโคลาส์ แชรแวส และ เดอ ลาลูแบร์ ต่างได้พรรณาว่าในเวลานั้นมะละกอได้กลายเป็นพืชพื้นเมืองชนิดหนึ่งของสยามไป แล้ว และได้กล่าวถึง กระเทียม มะนาว มะม่วง กุ้งแห้ง ปลาร้า ปลากรอบ กล้วย น้ำตาล แตงกวา พริกไทย ถั่วชนิดต่างๆ ที่ล้วนสามารถใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับปรุงส้มตำได้ ขณะเดียวกันได้เขียนว่า ในขณะนั้นสยามไม่มี กะหล่ำปลี และ ชาวสยามนิยมบริโภคข้าวสวย อย่างไรก็ตามไม่มีการกล่าวถึง มะเขือเทศ และ พริกสด แต่อย่างใด

ส้มตำแบบต่างๆ

- ส้มตำไทย ไม่ใส่ปูและปลาร้า แต่ใส่กุ้งแห้งและถั่วลิสงคั่วแทน รสชาติออกหวานและเปรี้ยวนำ บางถิ่นอาจใส่ปูดองเค็มด้วย เรียกว่า ส้มตำไทยใส่ปู

- ส้มตำปู ใส่ปูเค็มแทนกุ้งแห้งและถั่วลิสงคั่ว รสชาติออกเค็มนำ

- ส้มตำปลาร้า ใส่ปลาร้าแทนกุ้งแห้ง นิยมรับประทานกันมากในภาคอีสาน

- ตำซั่ว ใส่ทั้งเส้นขนมจีนและเส้นมะละกอ นิยมรับประทานกันมากในภาคอีสาน

- ตำป่า ใส่ผักหลายชนิด เช่น ผักกระเฉด ผักกาดดอง ปลากรอบ ถั่วลิสง ถั่วงอก ถั่วฝักยาว รวมถึงหอยแมลงภู่ จะนิยมรับประทานในภาคอีสาน

- ตำโคราช ใส่เครื่องปรุงผสมระหว่างส้มตำไทยและส้มตำปลาร้า คือใส่ทั้งกุ้งและปลาร้า

- ส้มตำไข่เค็ม ใส่เครื่องปรุงผสมระหว่างส้มตำไทยและไข่เค็ม ไม่ใส่ปูดอง ทำให้ส้มตำมีน้ำข้น รสชาติกลมกล่อมพอดี เหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบส้มตำเผ็ดจัด

นอกจากนี้ยังมีการใส่วัตถุดิบอย่างอื่นลงไป เช่น ใส่ปูม้าเรียกว่า ส้มตำปูม้า ใส่หอยดองเรียกว่า ส้มตำหอยดอง